ข้อห้ามทำแท้งคือภาวะทางการแพทย์หรือสถานการณ์ที่ทำให้การยุติการตั้งครรภ์อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ แม้ว่ากฎหมายไทยอนุญาตให้ยุติการตั้งครรภ์ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด แต่แพทย์จำเป็นต้องประเมินประวัติสุขภาพและภาวะเสี่ยงของแต่ละคนอย่างละเอียด ก่อนดำเนินการจะมีการตรวจร่างกาย ถามประวัติ และอาจตรวจเลือดเพิ่มเติม เพื่อให้มั่นใจว่าวิธีที่เลือกเหมาะสมและปลอดภัยที่สุด
ข้อห้ามทำแท้ง ภาวะเสี่ยงที่ควรรู้ คืออะไร
ข้อห้ามทำแท้งหมายถึงสภาวะที่การยุติการตั้งครรภ์อาจก่อให้เกิดอันตรายรุนแรงต่อสุขภาพหรือชีวิตของผู้รับบริการ แบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก คือข้อห้ามสัมบูรณ์ (Absolute Contraindications) ซึ่งไม่สามารถทำได้เลยในวิธีนั้นๆ และข้อห้ามสัมพัทธ์ (Relative Contraindications) ที่อาจทำได้ภายใต้การดูแลพิเศษ
ข้อห้ามสัมบูรณ์สำหรับการใช้ยา (Medical Abortion):
- แพ้ยา Mifepristone หรือ Misoprostol
- สงสัยการตั้งครรภ์นอกมดลูก (Ectopic pregnancy) — ต้องตรวจอัลตราซาวนด์ยืนยันก่อน
- ใส่ห่วงอนามัย (IUD) อยู่ — ต้องถอดออกก่อนใช้ยา
- ภาวะเลือดออกผิดปกติที่ควบคุมไม่ได้หรือกำลังรับยาละลายลิ่มเลือด
- ต่อมหมวกไตทำงานผิดปกติรุนแรง
- โรคหัวใจหรือหลอดเลือดรุนแรงที่ยังไม่ควบคุม
ข้อห้ามสัมบูรณ์สำหรับการขูดมดลูก (Surgical Abortion):
- ภาวะติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน (PID) ในระยะเฉียบพลัน — ต้องรักษาให้หายก่อน
- ภาวะเลือดออกผิดปกติรุนแรงที่ยังไม่ได้รับการรักษา
- มีอาการติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis)
ภาวะเสี่ยงที่ต้องประเมินเป็นพิเศษ:
- โรคหอบหืดหรือโรคปอดเรื้อรัง — อาจเลือกวิธีการผ่าตัดแทนยา
- โรคลมชัก — ต้องปรับยาควบคุมอาการก่อน
- โลหิตจาง โดยเฉพาะธาลัสซีเมียหรือโลหิตจางรุนแรง
- ประวัติผ่าตัดมดลูกหรือคลอดบุตรผ่านหน้าท้อง — เสี่ยงต่อรอยแผลเป็นหรือรกฝังลึก
- อายุครรภ์มากกว่า 12 สัปดาห์ — ต้องทำที่สถานพยาบาลที่มีความพร้อม
- โรคเบาหวานหรือความดันโลหิตสูงที่ยังควบคุมไม่ได้
กฎหมายไทยภายใต้ พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 28) พ.ศ. 2564 อนุญาตให้ยุติการตั้งครรภ์ได้ตามเงื่อนไข แต่การประเมินข้อห้ามทางการแพทย์เป็นหน้าที่ของแพทย์ผู้ทำหัตถการ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้รับบริการได้รับการดูแลที่ปลอดภัยที่สุด
ขั้นตอนและสิ่งที่คาดหวัง
การประเมินข้อห้ามและภาวะเสี่ยงเริ่มต้นตั้งแต่การปรึกษาแพทย์ครั้งแรก แพทย์จะสอบถามประวัติสุขภาพอย่างละเอียด รวมถึงโรคประจำตัว ประวัติแพ้ยา การใช้ยาปัจจุบัน ประวัติการตั้งครรภ์และคลอดบุตร และอาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น
ขั้นตอนการประเมิน:
- การซักประวัติ: แพทย์จะถามเกี่ยวกับอาการ ประวัติโรค ยาที่ใช้ และความกังวลต่างๆ
- การตรวจร่างกาย: ตรวจวัดสัญญาณชีพ ตรวจหน้าท้อง และตรวจภายในเพื่อประเมินขนาดมดลูกและอายุครรภ์
- การตรวจอัลตราซาวนด์: ยืนยันอายุครรภ์ตำแหน่งของถุงน้ำคร่ำ และตรวจหาความผิดปกติของครรภ์
- การตรวจเลือด: ตรวจหมู่เลือด Rh factor ระดับฮีโมโกลบิน และการตรวจอื่นๆ ตามความจำเป็น
- การให้คำปรึกษา: ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2565 สำหรับการตั้งครรภ์ 12-20 สัปดาห์
หลังจากประเมินครบถ้วน แพทย์จะแจ้งว่าสามารถยุติการตั้งครรภ์ได้หรือไม่ และวิธีไหนเหมาสมที่สุด หากพบข้อห้ามสัมบูรณ์ แพทย์จะอธิบายเหตุผลและเสนอทางเลือกอื่น เช่น การรอให้ภาวะคลี่คลายก่อน หรือเปลี่ยนวิธีการยุติครรภ์
สิ่งที่ต้องเตรียม:
- บัตรประจำตัวประชาชนหรือเอกสารระบุตัวตน
- เอกสารประวัติการรักษาพยาบาล หากมีโรคประจำตัว
- รายชื่อยาที่ใช้อยู่ปัจจุบัน
- ผู้ติดตามเพื่อดูแลหลังการทำหัตถการ (แนะนำ)
- ค่าใช้จ่าย 3,000-15,000 บาท ขึ้นกับวิธีและอายุครรภ์
ผลข้างเคียงที่พบบ่อย vs สัญญาณที่ต้องพบแพทย์ทันที
การยุติการตั้งครรภ์ทั้งด้วยยาและการผ่าตัดมีผลข้างเคียงที่คาดการณ์ได้ แต่สำคัญที่จะแยกแยะระหว่างอาการปกติกับสัญญาณเตือนที่ต้องรีบพบแพทย์
ผลข้างเคียงที่พบบ่อยและปกติ:
- เลือดออกและมีก้อนเลือด 1-2 สัปดาห์ (คล้ายประจำเดือน)
- ปวดท้องแบบตะคริวมดลูก — ใช้ยาแก้ปวดทั่วไปได้
- คลื่นไส้ อาเจียน (โดยเฉพาะหลังใช้ยา)
- ท้องเสีย หนาวสั่น ไข้เล็กน้อย (ต่ำกว่า 38°C)
- ปวดหัว อ่อนเพลีย
- เต้านมคัดตึง
สัญญาณที่ต้องพบแพทย์ทันที:
- เลือดออกมากเปียกผ้าอนามัยเต็มแผ่นภายใน 1 ชั่วโมง ติดต่อกัน 2 ชั่วโมงขึ้นไป
- มีก้อนเลือดขนาดใหญ่กว่าลูกส้ม
- ไข้สูงเกิน 38°C นานเกิน 24 ชั่วโมง หรือมีอาการหนาวสั่นรุนแรง
- ปวดท้องรุนแรงที่ไม่ดีขึ้นด้วยยาแก้ปวด
- ตกขาวมีกลิ่นเหม็น
- เลือดออกหยุดแล้วกลับมาออกอีกครั้งอย่างมาก
- เวียนศีรษะ เป็นลม หรือหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ
- ปวดท้องข้างเดียวรุนแรง (อาจเป็นสัญญาณการตั้งครรภ์นอกมดลูก)
หากประสบอาการผิดปกติ สามารถติดต่อสายด่วนกรมอนามัย 1663 เพื่อขอคำปรึกษาเบื้องต้น หรือรีบไปโรงพยาบาลที่ทำหัตถการหรือห้องฉุกเฉินใกล้บ้านทันที ไม่ควรรอดูอาการเอง
การดูแลตัวเองหลังการยุติการตั้งครรภ์
การดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมหลังการยุติการตั้งครรภ์ช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนและเร่งการฟื้นตัว แพทย์จะให้คำแนะนำเฉพาะตามวิธีที่ใช้และสภาวะสุขภาพของแต่ละคน
การดูแลทางกาย:
- พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการออกแรงหนัก 1-2 สัปดาห์
- รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น เนื้อสัตว์ ผักใบเขียวเข้ม เพื่อชดเชยเลือดที่สูญเสีย
- ดื่มน้ำมากๆ อย่างน้อย 8-10 แก้วต่อวัน
- ใช้ผ้าอนามัยชนิดปกติ ห้ามใช้ผ้าอนามัยแบบสอด (tampon) เป็นเวลา 2 สัปดาห์
- ล้างทำความสะอาดด้วยน้ำสะอาด หลีกเลี่ยงสบู่หรือน้ำยาทำความสะอาดช่องคลอด
- งดการมีเพศสัมพันธ์ 2 สัปดาห์ หรือจนกว่าเลือดจะหยุดและมดลูกหดตัวกลับสู่ปกติ
- งดว่ายน้ำ แช่อ่าง หรือนั่งซาวน่า 2 สัปดาห์
การดูแลสุขภาพจิต:
- อนุญาตให้ตัวเองรู้สึกและประมวลผลอารมณ์ได้ตามธรรมชาติ
- พูดคุยกับคนที่ไว้วางใจ หรือปรึกษานักจิตวิทยาหากต้องการ
- เข้าใจว่าอาจมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนส่งผลต่ออารมณ์
- หลีกเลี่ยงการตัดสินตัวเองหรือรู้สึกผิดชอบชั่วดี
การนัดติดตาม:
แพทย์จะนัดติดตามผลประมาณ 1-2 สัปดาห์หลังการทำหัตถการ เพื่อตรวจว่ามดลูกหดตัวกลับสู่ปกติ ไม่มีเนื้อเยื่อตกค้าง และไม่มีการติดเชื้อ การมาตามนัดสำคัญมากเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว
การคุมกำเนิดหลังการทำหัตถการ:
ร่างกายสามารถตกไข่ได้ทันทีหลังการยุติครรภ์ หากไม่ต้องการตั้งครรภ์อีกในเร็ววัน ควรเริ่มคุมกำเนิดทันที แพทย์สามารถใส่ห่วงอนามัยหรือฉีดยาคุมกำเนิดได้ทันทีหลังหัตถการ หรือสามารถรับประทานยาคุมกำเนิดได้ตั้งแต่วันถัดไป
คำถามที่พบบ่อย
ใครบ้างที่ไม่สามารถใช้ยายุติการตั้งครรภ์ได้?
ผู้ที่แพ้ยา Mifepristone หรือ Misoprostol ผู้ที่สงสัยการตั้งครรภ์นอกมดลูก ผู้ที่ใส่ห่วงอนามัยอยู่โดยยังไม่ได้ถอด ผู้ที่มีภาวะเลือดออกผิดปกติหรือกำลังรับยาละลายลิ่มเลือด ผู้ที่มีโรคต่อมหมวกไตหรือหัวใจรุนแรง และผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการฉุกเฉินได้ภายใน 1 ชั่วโมง ไม่สามารถใช้วิธียาได้ แต่อาจเปลี่ยนเป็นวิธีผ่าตัดแทน
ถ้ามีโรคประจำตัวจะยุติการตั้งครรภ์ได้ไหม?
ได้ แต่ต้องผ่านการประเมินจากแพทย์อย่างละเอียด โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหอบหืด หรือโรคหัวใจที่ควบคุมได้ดีไม่ใช่ข้อห้ามสัมบูรณ์ แต่แพทย์จะเลือกวิธีที่เหมาะสมและอาจต้องมีการเตรียมตัวพิเศษ เช่น ปรับยาควบคุมอาการ หรือดูแลใกล้ชิดมากขึ้น สำคัญคือต้องแจ้งประวัติโรคและยาที่ใช้ทั้งหมดกับแพทย์อย่างตรงไปตรงมา
การตั้งครรภ์นอกมดลูกทำไมถึงเป็นข้อห้ามในการใช้ยา?
เพราะยายุติครรภ์ทำงานโดยการบีบตัวของมดลูกเพื่อผลักเนื้อเยื่อออก แต่ถ้าครรภ์อยู่นอกมดลูก เช่น ในท่อนำไข่ ยาจะไม่สามารถดันออกได้ และท่อนำไข่อาจแตกก่อให้เกิดเลือดออกในช่องท้องซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต การตั้งครรภ์นอกมดลูกต้องได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดหรือยาชนิดอื่น (Methotrexate) ภายใต้การดูแลของแพทย์โดยเฉพาะเท่านั้น
ถ้าเคยผ่าตัดมดลูกมาแล้ว จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นไหม?
ใช่ ผู้ที่เคยผ่าตัดมดลูก เช่น คลอดบุตรผ่านหน้าท้อง ผ่าตัดเอาเนื้องอกมดลูก หรือผ่าตัดรักษาการตั้งครรภ์นอกมดลูก มีความเสี่ยงที่รอยแผลเป็นอาจบางหรืออ่อนแอ การใช้ยาที่ทำให้มดลูกบีบตัวแรงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการฉีดขาดของมดลูก แพทย์จะประเมินตำแหน่งรอยแผลเดิม อายุครรภ์ และอาจแนะนำให้ใช้วิธีผ่าตัดแทนหรือเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดหากใช้ยา
หากพบว่ามีข้อห้ามหลังจากเริ่มทำหัตถการแล้ว จะเกิดอะไรขึ้น?
แพทย์จะหยุดหัตถการทันทีและให้การรักษาตามความจำเป็น ตัวอย่างเช่น หากพบการติดเชื้อระหว่างผ่าตัด จะให้ยาปฏิชีวนะทันทีและอาจต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล หรือหากพบว่าครรภ์อยู่นอกมดลูกระหว่างการตรวจ จะเปลี่ยนเป็นการผ่าตัดฉุกเฉินแทน นี่คือเหตุผลที่การประเมินก่อนทำหัตถการอย่างละเอียดมีความสำคัญมากเพื่อป้องกันสถานการณ์เหล่านี้
ต้องรอนานแค่ไหนถ้าต้องรักษาภาวะเสี่ยงก่อนยุติครรภ์?
ขึ้นอยู่กับภาวะที่พบ หากเป็นการติดเชื้ออย่างเบา อาจรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ 7-14 วัน แล้วสามารถยุติครรภ์ได้หลังจากหาย หากเป็นภาวะโลหิตจางรุนแรง อาจต้องรับประทานยาธาตุเหล็กหรือรับการถ่ายเลือดก่อน หากเป็นโรคเรื้อรังที่ยังควบคุมไม่ได้ อาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการปรับยา แพทย์จะชี้แจงระยะเวลาและติดตามอาการอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งคำนึงถึงข้อจำกัดตามกฎหมายเรื่องอายุครรภ์ด้วย
หากอายุครรภ์ใกล้เกิน 12 สัปดาห์แล้วแต่มีภาวะเสี่ยง จะทำอย่างไร?
แพทย์จะพิจารณาเร่งการประเมินและรักษาหากทำได้อย่างปลอดภัย หรือหากจำเป็นต้องรอให้ภาวะคลี่คลายก่อน และทำให้อายุครรภ์เกิน 12 สัปดาห์ จะต้องได้รับคำปรึกษาจากทีมแพทย์ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2565 การตัดสินใจจะคำนึงถึงทั้งความปลอดภัยทางการแพทย์และกรอบกฎหมาย โดยมุ่งเน้นสุขภาพและความปลอดภัยของผู้รับบริการเป็นสำคัญ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 28) พ.ศ. 2564
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การตรวจและรับคำปรึกษาทางเลือก พ.ศ. 2565
- เครือข่าย RSA กรมอนามัย — rsathai.org
- สายด่วนกรมอนามัย 1663



